ทางอารมณ์ ยิ่งอยู่ในตำแหน่งสูง ๆ หรือเป็นระดับหัวหน้า ยิ่งต้องแสดงออก “ทางอารมณ์ ” ให้เก่งมากขึ้น

ผลการศึกษาบอกว่าความฉลาด ทางอารมณ์ คือ ควบคุมอารมณ์ได้และใช้ให้เป็นประโยชน์ในสถานการณ์ต่าง ๆ หลายคนเคยเห็นข่าวที่ผู้นำหลายคนแสดงอาการร้องไห้เสียใจต่อสาธารณะในเหตุการณ์สำคัญ ๆ ยิ่งในช่วงวิกฤติโควิดที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูง หรือผู้รายงานข่าวทั้งหลายที่ร้องไห้เมื่อต้องรายงานข่าวผู้เสียชีวิต แต่ผู้เขียนกลับรู้สึกแปลกใจว่าการที่พวกเขาเหล่านั้นแสดงความอ่อนไหวต่อหน้าสาธารณชน กลับไม่ได้ทำให้เรามองว่าพวกเขาอ่อนแอหรือไร้ความสามารถแต่อย่างใด แต่รู้สึกซึ้งใจ และเห็นความเป็นมนุษย์ด้วยกันมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ในสังคมเรามักมองว่า การร้องไห้ โดยเฉพาะกับผู้นำ มักเป็นเรื่องของความอ่อนแอ ความขี้แพ้ แต่จากที่ผู้เขียนได้เห็นความโศกเศร้าของผู้นำหลายคนนั้น ทำให้ได้รู้ว่ามันไม่ได้ดูแย่เสมอไปจึงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นที่รู้สึกดีที่ได้เห็นมุมเหล่านั้น 

จึงพบความน่าสนใจในแง่หนึ่งว่า ปกติแล้วผู้นำถูกคาดหวังให้เป็นคนที่เข้มแข็งเสมอ เช่น มีความคิดแต่ด้านบวก มองข้ามแง่ลบ ต้องละทิ้งความกลัว ความไม่สมบูรณ์แบบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพนักงานหรือคนในสังคม คนที่ร้องไห้เสี่ยงถูกมองว่าเป็นมืออาชีพน้อยกว่าและมีความสามารถน้อยกว่าคนอื่น และกดความรู้สึกนั้นไว้อยู่ภายใน ทั้งที่จริง ๆ การร้องไห้นั้นเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เรารู้ดีว่าในชีวิตตัวตนและการทำงานล้วนสัมพันธ์กัน จากการสำรวจพบว่า ผู้นำในอเมริการ้อยละ 30 ประสบกับภาวะซึมเศร้า ในขณะที่อีกหลายคนมีอาการสมาธิสั้น 29% และปัญหาความวิตกกังวลอีก 27%

การแสดงออก ทางอารมณ์ ไม่ใช่จุดอ่อน

ศาสตราจารย์แกรนด์ดี นักจิตวิทยาจากเพนน์สเตต กล่าวว่า “เรามีขอบเขตที่แคบมากในการแสดงออก ทางอารมณ์ในที่ทำงานและยิ่งแคบกว่าถ้าพวกเขาเป็นผู้นำไม่ว่าชายหรือหญิง” ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและประสิทธิภาพในการทำงานได้ การที่ผู้นำร้องไห้ต่อหน้าผู้คน บางทีอาจเป็นสิ่งที่ดี ยิ่งช่วงการแพร่ระบาดที่กล่าวไปข้างต้น ที่แสดงอารมณ์กับเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งใหญ่ ซึ่งมันไม่ได้แสดงถึงความอ่อนแอแต่แสดงความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน 

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การร้องไห้แบบนี้กลับให้ผลลัพธ์ที่ดี เพราะมันทำให้เห็นว่าคุณสามารถร้องไห้เพื่อแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่นได้ แต่คุณไม่สามารถร้องไห้เพราะความรู้สึกเจ็บปวด ผิดหวัง หรือโกรธแค้นเรื่องส่วนตัว เพราะการร้องไห้ของผู้นำที่ดีคือคุณสามารถร้องไห้ ‘เพื่อคนอื่น’ ได้ แต่ ‘ไม่ใช่เพื่อตัวเอง’ นี่คือสิ่งที่กำหนดผู้นำในปัจจุบัน

ทางอารมณ์

การร้องไห้ถือเป็นความฉลาดทางอารมณ์ ?

โรเจอร์ เบเกอร์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและผู้เขียน Emotional Processing : Healing Through Feeling กล่าวว่า การร้องไห้เป็นสัญญาณของความฉลาดทางอารมณ์ นั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริง ๆ หากใช้ให้ถูกต้องหรือในเวลาที่เหมาะสม งานวิจัยที่รายงานโดย American Psychological Association แสดงให้เห็นว่า น้ำตาสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งได้มากกว่าการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง แม้แต่จอห์น เกอร์ซมา ซีอีโอของ BAV Consulting ก็กล่าวไว้ว่า “การแสดงความเห็นอกเห็นใจและความเปราะบางทำให้ผู้นำดูแข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่อ่อนแอลง” 

ทางอารมณ์

สตีฟ จ็อบส์ มักร้องไห้เมื่อถูกขัดขวางหรือเจออุปสรรคมากมาย เขาร้องไห้ต่อหน้าพนักงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้พนักงานยิ่งรักและการสนับสนุนเขาทั่วทั้ง Apple เขารู้ว่าการแสดงอารมณ์มากเกินไปอาจไม่ดีนักแต่ถ้ามีความฉลาดทางอารมณ์ที่ดี ควรร้องไห้หรือแบ่งปันอารมณ์ที่แท้จริงต่อเพื่อนร่วมงานในเวลาที่เหมาะสม นั่นจะเป็นการสร้างสายสัมพันธ์และสร้างความไว้วางใจอย่างแท้จริง บางทีการแสดงอารมณ์เสียใจต่อหน้าพนักงาน อาจทำให้ระยะห่าง เจ้านายกับลูกน้องลดลง เช่นเดียวกับการที่ผู้นำร้องไห้สู่สาธารณะในยามวิกฤติก็ทำให้เราเห็นความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกันนั่นเอง

มีการศึกษาจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นว่าการเก็บอารมณ์ความรู้สึกไว้ภายใน ทำให้การทำงาน ความไว้วางใจในทีมและความพึงพอใจในสังคมลดลง หรือพูดง่าย ๆ ว่ามันคือการทำลายวัฒนธรรมในองค์กรอย่างสมบูรณ์แบบ 

ทางอารมณ์

สรุปคือเราต้องมีความฉลาด ทางอารมณ์ที่ไม่ต้องเข้มแข็งหรือเก็บความรู้สึกกดดันไว้คนเดียว ความฉลาดทางอารมณ์คือเมื่อมีความรู้สึกแย่เกิดขึ้น ก็ต้องรู้จักจัดการอารมณ์ของตัวเองได้อย่างเหมาะสม

คุณสามารถอ่านบทความอื่น ๆ อีกมากมาย ที่มีประโยชน์และสาระดีดีแบบนี้ได้ที่นี่ >> ck-media